บทที่ 26 “เจ้าต้องรอดออกมาให้ได้นะ”
หมอกในกระจกเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ครานี้ไม่ใช่ความปั่นป่วน หากเป็นการหมุนวนช้า ๆ คล้ายกำลังดูดซับบางสิ่งจากเขา
ลมหายใจของเยี่ยเสวียนหนักขึ้นเล็กน้อย แต่เขายังคงไม่ปล่อยด้ามจับ
ฝ่ามือที่กำอยู่นั้นสั่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เลือดอีกสายไหลจากมุมปากลงมาตามคาง หยดลงบนขอบทองของกระจก
ทันทีที่เลือดสัมผัสผิวโลหะ ขอบทองพลันเรืองแสงวาบหนึ่งครั้ง
เส้นแสงรอบค่ายกลที่เคยหมุนวนอย่างแข็งกร้าว ค่อย ๆ ชะลอลง
เยี่ยเสวียนกัดฟันแน่น กล้ามเนื้อที่ขมับเต้นชัด แต่ดวงตายังคงนิ่งลึก ไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงแรงยึดมั่นบางอย่างที่ยืนหยัดอยู่ ราวกับต่อให้พลังในกายถูกสูบจนเหือดแห้ง เขาก็จะไม่ปล่อยมือ
ฉางซีรู้สึกหัวใจบีบรัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางรู้ดีว่าพลังสะท้อนต้องรุนแรง แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นกระทบแก่นปราณภายในเช่นนี้
“พอแล้ว ถอยออกมา!” นางตะโกนเสียงต่ำ แต่แฝงความร้อนรน
ทว่าเยี่ยเสวียนเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองมาทางนาง
แม้ใบหน้าซีดขาว แต่แววตากลับมั่นคง
ราวกับกำลังบอกว่า
เขายังไหว
และจะไม่ถอย
ทันใดนั้น เยี่ยเสวียนก็รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย กระชากกระจกสวรรค์ออกจากศูนย์กลางค่ายกล
เส้นแสงทั้งหมดขาดสะบั้นพร้อมเสียงแตกพร่า คล้ายผืนไหมเงินถูกฉีกในคราวเดียว
แรงสะท้อนมหาศาลระเบิดออกจากจุดศูนย์กลาง ดีดร่างเขากระแทกผนังถ้ำอย่างรุนแรง เสียงปะทะดังก้องสะท้าน เลือดพุ่งออกจากปากเป็นสาย กระเซ็นลงบนพื้นหินเย็นเยียบอย่างน่าหวาดใจ
กระจกสวรรค์ในมือเขายังเรืองแสงริบหรี่ ราวกับดิ้นรนครั้งสุดท้ายก่อนจะสงบนิ่ง
จากนั้นทั้งถ้ำก็เริ่มสั่นสะเทือน
หินย้อยบนเพดานสั่นไหว เศษกรวดร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ เสียงครืนต่ำลึกดังลอดจากใต้พื้น คล้ายหัวใจภูเขาถูกฉีกออกจากอก
ฉางซีรีบพุ่งเข้าไป ประคองร่างเขาขึ้นในอ้อมแขน
เสื้อของเขาชุ่มไปด้วยเลือด ลมหายใจแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด พลังปราณภายในแทบไม่เหลือแม้เศษเสี้ยว
หัวใจของนางบีบรัดแน่น
นี่เป็นคำสั่งของนาง
หากไม่ใช่เพราะนาง เขาคงไม่ต้องรับแรงสะท้อนเช่นนี้
ความรู้สึกผิดฉายชัดในดวงตาโดยไม่อาจปิดบัง
เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังใกล้เข้ามา
ไม่นาน ศิษย์สายนอกหลายสิบคนก็กรูกันเข้ามาในถ้ำพร้อมดาบในมือ ใบหน้าทุกคนตื่นตระหนกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
“นี่มันศิษย์คนที่รับมาใหม่ไม่ใช่หรือ”
“เมื่อครู่เกิดแรงสั่นสะเทือนเพราะมัน!”
“ดูพลังรอบกายมันสิ… นี่มันมารชัด ๆ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ แววตาที่เคยมองด้วยความสงสัย บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นหวาดระแวงและเกลียดชัง
หนึ่งในศิษย์ที่ยืนอยู่ก้าวออกมาข้างหน้า ดาบชี้ตรงมายังร่างของเยี่ยเสวียน
“ยามนี้พลังมารถูกพลังสะท้อนกลับจนเสียหาย มารตนนี้ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ธรรมดาแล้ว ใช้พลังฆ่ามันเสียเถิด ก่อนที่พลังของมันจะฟื้นคืนขึ้นมา!”
เยี่ยเสวียนไอเบา ๆ อีกครั้ง เลือดซึมที่มุมปาก เขาฝืนลืมตาขึ้น หันมามองนาง
ดวงตาที่เคยแน่วแน่ บัดนี้หม่นลงเล็กน้อย แต่ยังคงสงบอย่างประหลาด
“ข้าอาจช่วยท่านหาสมบัติชิ้นต่อไปไม่ได้แล้ว…” เสียงเขาแผ่วเบาแทบเป็นลมหายใจ “จงหนีไป”
เขายื่นกระจกสวรรค์ให้ มือที่สั่นเล็กน้อยพยายามดันมันเข้าหานาง
“หนีไป และอย่าได้หันกลับมา”
คำพูดเรียบง่ายนั้น ทำให้หัวใจฉางซีสะท้าน
เขาคิดถึงแต่นาง
แม้ในยามที่ตนเองแทบลุกไม่ขึ้น
รอบด้าน บรรดาศิษย์เฝ้าถ้ำต่างพากันขยับเข้ามาทีละน้อย
เสียงหนึ่งตะโกนลั่น
“อย่าให้มารผู้นี้หนีรอดไปได้!”
ฉางซีค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน มือที่เคยประคองเยี่ยเสวียนแน่น บัดนี้ค่อย ๆ คลายออกอย่างช้า ๆ
เสียงตะโกนของเหล่าศิษย์ดังใกล้เข้ามา ดาบหลายเล่มสะท้อนแสงเย็นวาบอยู่เบื้องหลัง
นางเตรียมจะวิ่ง
นี่คือจังหวะที่ดีที่สุด ทุกคนกำลังจับจ้องอยู่ที่เยี่ยเสวียนที่ซึ่งนอนบาดเจ็บอยู่ หากนางหลบออกไปตามช่องหินด้านซ้าย ย่อมไม่มีผู้ใดไล่ทัน
ทว่าเมื่อหันไปเห็นเยี่ยเสวียนนอนอยู่ในสภาพนั้น
เลือดที่ซึมเปื้อนเสื้อ ลมหายใจแผ่วริน ผมสีเข้มกระจายยุ่งบนพื้นหิน ใบหน้าซีดขาวราวไร้โลหิต
หัวใจของนางพลันหนักอึ้ง
ทั้งหมดนี้… เกิดจากคำสั่งของนาง
แต่นี่ก็ตรงตามแผนไม่ใช่หรือ?
ตั้งแต่แรก นางวางแผนไว้แล้ว ให้เขาเป็นผู้แตะต้องกระจกสวรรค์ รับแรงสะท้อนแทน หากเขาอ่อนแรงลง ย่อมง่ายต่อการกำจัดมารน้อยตนนี้ แล้วชิงของวิเศษมาเป็นของตน
ทุกอย่างเป็นไปตามที่คำนวณไว้
ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด
นอกจากความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นในอก
นางกัดฟันแน่น
ผู้เป็นใหญ่จะลังเลไม่ได้ ความเมตตาเกินจำเป็นคือจุดอ่อน
ฉางซีบังคับตนเองให้หันกลับไปมองทางหนีอีกครั้ง
…นี่คือทางรอด
ทว่าในวินาทีก่อนที่เท้าจะก้าวออกไป นางกลับเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ โดยไม่หันกลับไปมองเยี่ยเสวียน
“เจ้าต้องรอดออกมาให้ได้นะ”
คำพูดนั้นเบาราวสายลม แต่ชัดเจน
สำหรับนาง มันไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำหลอกลวง คล้ายคำอธิษฐานที่หลุดออกมาจากส่วนลึกที่นางไม่ยอมรับว่ามีอยู่
เยี่ยเสวียนลืมตาขึ้นเล็กน้อย ภาพของนางที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสั่นไหวของถ้ำสั่นคลอนราวภาพลวง
เขาไม่ได้เอ่ยรั้ง
ไม่ได้ยื่นมือคว้า
…เพียงมอง
ฉางซีหมุนกาย วิ่งออกไปตามช่องหินแคบด้านข้าง กระโปรงสะบัดผ่านฝุ่นหินที่ร่วงหล่น เสียงสั่นสะเทือนของถ้ำกลบเสียงฝีเท้านางจนมิด
